ประเทศอินโดนนิเซีย

บันทึกการเดินทางไปอุปสมบทกุลบุตร ณ ประเทศอินโดนนิเซีย เมื่อครั้งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงศมณศักดิ์ที่ พระศาสนโศภณ

พุทธศักราช ๒๕๑๒ พระชินรักขิตหัวหน้าชาวพุทธในประเทศอินโดนีเซียขณะนั้น ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย และพักที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มาทบทวนถึงเรื่องการขอให้คณะสงฆ์ไทยออกไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศ อินโดนีเซียอีกครั้งหนึ่ง ดังที่ได้เคยปรารภไว้กับพระสาสนโสภณ (สุวฑฺฒนมหาเถร) เมื่อครั้งเยือนอินโดนีเซียครั้งแรก (พ.ศ. ๒๕๑๑) เป็นเหตุให้คณะสงฆ์ร่วมกับกรมการศาสนาในนามของรัฐบาลไทย ได้จัดส่งพระภิกษุผู้สำเร็จการฝึกอบรมจากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่าง ประเทศแล้วเป็นพระธรรมทูตออกไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียชุดแรก ๔ รูป คือ

๑. พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ (วิญญ์ วิชาโน) วัดบวรนิเวศวิหาร
๒. พระครูปลัดสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) วัดพระศรีมหาธาตุ
๓. พระมหาประแทน เขททสฺสี วัดยานนาวา
๔. พระมหาสุชีพ เขมาจาโร วัดระฆังโฆษิตาราม

พระ ธรรมทูตชุดนี้ออกเดินทางจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๒ นับเป็นพระธรรมทูตที่สำเร็จการฝึกอบรมจากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่าง ประเทศรุ่นแรก ที่ออก ไปปฏิบัติศาสนาในต่างประเทศ และประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติศาสนกิจเป็นอย่างดียิ่ง

ครั้น พ.ศ. ๒๕๑๓ พระชินรักขิต ผู้นำชาวพุทธในประเทศอินโดนีเซียขณะนั้น ได้อาราธนา พระสาสนโสภณ พร้อมด้วยคณะ คือ พระธรรมโสภณ (สนธิ์ กิจฺจกาโร ภายหลังได้เป็นที่ พระญาณวโรดม) วัดบวรนิเวศวิหาร, พระขันติปาโล (ลอเรนส์ มิลล์) วัดบวรนิเวศวิหาร, ม.ล. สุเจต นพวงศ์ ไวยาวัจกร, ออกไปให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบบุตร ณ ประเทศอินโดนีเซีย พระสาสนโสภณและคณะได้ออกเดินทางจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๑๓

พระสาสนโสภณ พร้อมด้วยคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานกรุงเทพฯ โดยเครื่องบินบริษัท การบินไทย จำกัด แวะพักที่สิงคโปร์ชั่วระยะเวลาสั้นๆ แล้วเดินทางจากสิงคโปร์ต่อไปยังกรุงจาการ์ตา ถึงกรุงจาการ์ตาราว ๑๓.๐๐ น. มีคณะชาวพุทธประกอบด้วยพระสงฆ์เถรวาท พระสงฆ์มหายาน และภิกษุณีจีน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยมาต้อนรับอำนวยความสะดวก

สำหรับพระชินรักขิตนั้น อุปสมบทในประเทศพม่า เมื่อ ๑๗ ปีที่แล้ว และเมื่อกลับไปประเทศของตนแล้ว ได้พยายามก่อตั้งคณะสงฆ์และพุทธสมาคมของฝ่ายฆราวาสขึ้น ก่อนแต่นี้พระพุทธศาสนาในอินโดเนเซีย มีอยู่เฉพาะวัดพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ก็เป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ชาวพื้นเมืองมีอยู่จำนวนไม่มากที่ประกาศตนเองว่าเป็นชาวพุทธ และที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาดี และได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาผ่าน Theosophical Society หลังจากประเทศอินโดเนเซียได้รับอิรสะภาพ และในโอกาสฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ชาวอินโดนีเซียเริ่มมาสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้น และเริ่มหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาดั้งเดิมของบรรพบุรุษของตน มีกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธอยู่ตามภูเขาแต่พวกเขาก็รู้เรื่องคำ สอนของพระพุทธศาสนาเพียงเล็กน้อย และต่อมาเมื่อชาวอินโดนีเซียถูกบังคับให้นับถือศาสนาโดยรัฐบาล (ผู้ไม่นับถือศาสนาถือว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกห้ามตามหลักการปฏิวัติใน พ.ศ. ๒๕๐๘) มีมุสลิมเพียงจำนวนน้อยประกาศตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ

ต่อมามีการตั้งพุทธสมาคมของฝ่ายคฤหัสถ์ขึ้นเรียกว่า Perhimpunan Buddhist Indonesia หรือเรียกสั้น ๆ ว่า PERBUDDHI และมีพุทธสมาคมเล็ก ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพุทธสมาคม (PERBUDDHI) อีกจำนวนมาก แต่ที่สำคัญก็คือ สมาชิกของ PERBUDDHI มีการรักษาศีล ๕ อย่างจริงจังและเรียกกันว่าอุบาสกและอุบาสิกา สำหรับผู้ที่รักษาศีลเคร่งครัดมั่นคงก็จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นตำแหน่งต่าง ๆ จากคณะสงฆ์ โดยความเห็นชอบของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยมีชื่อตำแหน่งต่าง ๆ คือ พาละอนุปัณฑิต อนุปัณฑิต ปัณฑิต และมหาปัณฑิต ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตำแหน่งต่าง ๆ ดังกล่าวจะต้องรักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัด แต่ศีล ๘ ในที่นี้ไม่ใช่อุโบสถศีล ซึ่งเขาเห็นว่าไม่เหมาะกับชีวิตประจำวันของฆราวาส เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงได้กำหนดศีล ๘ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็คือ รักษาศีล ๕ โดยเพิ่มคุณธรรม ๓ ข้อสุดท้ายของกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นความโลภ เว้นพยาบาท และเว้นจากมิจฉาทิฏฐิเข้าไปด้วยรวมเป็นศีล ๘

คณะของพระสาสนโสภณได้รับอาราธนานิมนต์มาให้การอุปสมบทแก่กุลบุตร ๕ คน ซึ่งบรรพชาเป็นสามเณรอยู่แล้ว เป็นพระภิกษุ เพราะอินโดนีเซีย ไม่มีสงฆ์พอที่จะให้การอุปสมบทเองได้

ราว ๑๔ นาฬิกา คณะได้เดินทางจากสนามบินจาการ์ตาโดยรถยนต์ ๓ คัน ไป Bandung โดยผ่านกรุง Djakarta ซึ่งเป็นเมืองที่คับคั่งไปด้วยผู้คน จราจรติดขัดและรถวิ่งไปตามถนนแคบ ๆ ได้ช้ามาก

เส้นทางที่เดินทางผ่านเมือง Bogor ซึ่งไม่ได้แวะในครั้งนี้ แต่เคยแวะเมือไปครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ผ่านไปตามเขาสูงประมาณ ๒๐๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ในที่สุดขบวนรถได้ไต่ลงจาก Tjipanas สู่ Patjet (๑๔๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล) ซึ่งมีวัดนาคเสน ตั้งอยู่ในซอยแยกออกจากถนนใหญ่จากจาการ์ตา มาถึงที่นี้ระยะทางห่างกันประมาณ ๑๐๐ กม. ใช้เวลาร่วม ๒.๓๐ ชั่วโมง

คณะได้เข้าไปกราบพระพุทธรูปในวิหารซึ่งเป็นอาคารแบบจีน ทราบว่า วัดนี้ได้สร้างขึ้นราว ๆ ๕-๖ ปีที่ผ่านมาแล้ว และตอนนี้มีเพียงสามเณร ๒ รูปจำพรรษาอยู่ และมีแม่ชีจีนอีก ๓ คน หนึ่งในนั้นเป็นภิกษุณีที่บวชมาจากประเทศสิงคโปร์ และที่เหลือเป็นสามเณรี มีสวนรอบวัดที่สวยงามด้วยดอกพฤกษานานาชนิด และมีเป้าหมายว่าในอนาคตวัดนี้จะเป็นวัดเฉพาะของภิกษุณี ส่วนที่พำนักของภิกษุจะสร้างในที่ดินอีกที่หนึ่งที่ไกลออกไปจากถนนใหญ่

ที่ Patjet นี้มีชาวพุทธเพียง ๒๐ คนและได้ทราบว่าตามระเบียบของทางราชการจะต้องมีชาวพุทธประมาณ ๑๐๐ คนขึ้นไป จึงจะอนุญาตให้มีวัดใกล้บ้านของตนได้ ดูเหมือนว่าเป็นกฎระเบียบที่ต้องการจะตรวจสอบชาวคริสเตียนที่ร่ำรวยแล้ว สร้างโบสถ์ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

จาก Bandung เดินทางไปยังวิหาร วิมลธรรม ระยะทางราวประมาณ ๘๐ กม. ใช้เวลากว่า ๑.๓๐ ชั่วโมง ในระหว่างการเดินทางได้สนทนากับเด็กที่นับถือศาสนาคริสตนิกายโปรเตสแตนคน หนึ่ง ซึ่งในการสนทนานั้นได้ทราบว่า ประเทศอินโดนีเซียค่อนข้างจะมีใจกว้างต่อทุก ๆ ศาสนา โดยรวม แต่ที่สำคัญนั้นทุกศาสนาต้องมีมโนคติเกี่ยวกับ “God” หรือพระเจ้าผู้สร้างโลก ซึ่งทำให้ชาวพุทธมักไม่สะดวกใจเท่าใด ชาวพุทธอินโดนีเซียเลยหาวิธีแก้ปัญหานี้โดยนำเอามโนคติเรื่องอาทิพุทธเจ้า ของมหายานมาปรับเข้ากับเรื่องพระผู้เป็นเจ้า

วิหาร วิมลธรรม ในเมืองบันดุง เป็นศูนย์ของการจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย คณะได้เดินเข้าไปสู่วัดท่ามกลางอุบาสกอุบาสิกาที่มาคอยถวายการต้อนรับโดยยืน เป็นแถวสองข้าง ภายในวิหารก็มีอุบาสกอุบาสิกาคุกเข่าต้อนรับอยู่เป็นแถว คณะได้เดินเข้าไปในวิหารซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดสูงประมาณ ๓ ฟุต เป็นทองเหลือง และเป็นของกำนัลจากรัฐบาลพม่าเมื่อหลายปีมาแล้ว พระประธานมีพุทธลักษณะงดงามประดับประดาไว้ด้วยดอกไม้นานาชนิดอย่างสวยงาม

หลังจากที่ได้บูชาพระประธานในวิหารแล้ว พระสาสนโสภณได้ปราศรัยกับญาติโยม ซึ่งนำโดยมหาบัณฑิต เขมญาณ การ์โบโน (Mahapandita Khemanyana Karbono) วิหารวิมลธรรมมีสมาชิกราว ๆ ๑๐๐๐ คน ฝ่ายต้อนรับได้กราบอาราธนาพระสาสนโสภณแสดงสัมโมทนียกถา พระสาสนโสภณได้เล่าเท้าความถึงครั้งที่ท่านมาเยี่ยมอินโดนีเซียครั้งแรก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องที่ได้ส่งพระธรรมทูต ๔ รูป มายังอินโดนีเซีย และการส่งผ้ากฐินมาถวาย ได้เน้นจุดประสงค์ของการตั้งคณะสงฆ์ในประเทศอินโดเนเซีย และความสำเร็จของพระพุทธศาสนาว่าขึ้นอยู่กับการที่ฆราวาสให้การสนับสนุนพระ ภิกษุสงฆ์ ส่วนพระสงฆ์ที่มีความรู้ก็สั่งสอนพระธรรมให้แก่ญาติโยมเป็นการตอบแทน ได้แสดงความหวังว่าจะมีผู้คนที่เหมาะสมมาบรรพชาอุปสมบทสืบต่อพระพุทธศาสนา ต่อไป สุดท้ายได้กล่าวว่าเมื่อได้เห็นคณะญาติโยมในวันนี้ก็มีความรู้สึกเหมือนกับ ได้มาพบญาติพี่น้องของตนเอง ในการนี้พระสาสนโสภณได้มอบพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ที่สั่งมาจากสมาคมบาลีปกรณ์ ประเทศอังกฤษ 1 ชุด เพื่อมอบไว้ให้พระธรรมทูตและชาวพุทธอินโดนีเซียได้ใช้ศึกษาต่อไป จากนั้นได้มอบให้พระขันติปาโล เล่าเรื่องเหรียญพระไพรีพินาศที่นำมาแจกให้วันนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะศรีวิชัย และอาจจะนำไปจากประเทศอินโดนีเซีย พระขันติปาโลได้แนะนำว่าเหรียญนี้ควรจะแขวนคอไว้ เพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณมิใช่เพื่อความขลังหรือป้องกันภัยอันตราย ต่าง ๆ

ได้รับรายงานว่าวัดนี้เดิมทีเป็นวัดจีนซึ่งติดหนี้ ศาลจึงตัดสินยกให้ชาวชวาคนหนึ่ง ต่อมาชาวชวาคนนั้นได้ขายให้กับพุทธสมาคม Perbuddhi ในราคา 14 ล้านรูเปีย (ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท) สิ่งก่อสร้างในวัดนี้มีอาคารใหญ่ชั้นเดียว ๑ หลัง ประกอบด้วยห้องประชุมใหญ่ ๑ ห้อง และมีห้องพักสำหรับพระภิกษุอยู่หลายห้อง และห้องใหญ่อีกห้องหนึ่งใช้เป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และเป็นห้องสมุด ห้องสมุดที่วัดนี้ยังขาดหนังสืออีกมาก มีการออกวารสารที่มีชื่อว่า วิมล กับ โพธิ โดยโรเนียว วารสารวิมล เป็นวารสารสำหรับผู้ใหญ่ และวารสาร โพธิ สำหรับเด็ก ๆ ทั้งสองฉบับเป็นวารสารรายเดือน พวกยุวพุทธที่นี้ดูเหมือนจะเข้มแข็งมาก

คืนนี้คณะพักแรมที่วิหารวิมลธรรม

วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓

ตอนเช้า เขาถวายภัตตาหารมังสวิรัติ เพราะพระในอินโดนีเซียจะได้รับถวายอาหารเจเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนามหายานแบบจีน ในบางแห่งเขาอนุโลมถวายไข่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านมหรืออาหารที่ทำจากนมเขาไม่ค่อยเอามาถวายพระ

หลักจากภัตตาหารเช้าแล้วมีการมอบของที่ระลึก พระสาสนโสภณได้ถวายภาพสีของพระแก้วมรกต ๑ ชุดสำหรับวิหารวิมลธรรม ส่วนทางวิหารวิมลธรรมได้ถวายไม้เท้าที่มีหัวแกะเป็นรูปมังกร ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำมาจากยางโดยชาว ดยัก อุบาสก ปัญญาชีวะ เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยและเป็นลูกศิษย์ของพระครูปลัดอรรถจริยกนุกิจถวายเศียร พระพุทธรูปที่เป็นไม้แกะสลักจากบาหลี

ก่อนเวลา ๘ นาฬิกา พระชินรักขิต ได้พาคณะลงจากภูเขาโดยรถบัสขนาดเล็ก ผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ที่แน่นหนาไปด้วยผู้คน

ราวเวลา ๑๐.๓๐ น. คณะได้ไปถึงพื้นที่ราปซึ่งมีอากาศค่อนข้างจะอบอุ่นและชื้น ได้แวะที่ จีเรอบอน (แปลว่า แม่น้ำลูกกุ้ง) ซึ่งอยู่ห่างจากบันดุงไป ๑๓๐ กม. ที่นี้มีวัดจีนที่มีชื่อว่า เชียวกั๊กซี่ (วัดเผยแผ่การเรียน) ซึ่งมีอายุกว่า ๓๐๐ ปี และที่นั้นคณะได้รับการต้อนรับจากชาวพุทธพื้นเมืองเชื้อสายจีน มีพระจีนจำพรรษาอยู่เพียงรูปเดียวเพราะทางจีนไม่มีการส่งเข้ามาเพิ่มอีก ในประเทศอินโดนีเซียขณะนี้มีพระสงฆ์จีนอยู่เพียง ๒๐ รูป และชาวอินโดนีเซียเองไม่นิยมบวชเป็นพระมหายาน พระจีนจึงส่งพระมาจากจีนแผ่นดินใหญ่

พระประธานในวัดนี้เป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และมีพระศากยมุนีปางยืนตั้งอยู่ระดับต่ำลงมาจากพระโพธิสัตว์คู่กับพระสารี บุตรและโมคัลลานะ ที่วัดนี้เห็นมีตั่งไม้แกะสลักเพื่อนำพระโพธิสัตว์แห่ในงานประจำปี ทางวัดได้จัดอาหารเพลถวายซึ่งเป็นอาหารเจอย่างเคร่งครัด

หลังจากฉันเพลแล้วพระสงฆ์อนุโมทนา และพระสาสนโสภณได้แจกเหรียญพระไพรีพินาศแก่ญาติโยมที่มาให้การต้อนรับ พร้อมกับได้มอบรูปภาพสีของพระแก้วมรกต ๑ ชุดแก่วัดนี้ด้วย

หลังจากฉันเพลแล้ว เวลา ๑๒.๓๐ ได้เดินทางต่อไปยัง เซอมารัง เมือง จีเรอบอน ซึ่งเป็น ๑/๓ ของระยะทางทั้งหมด เพื่อไปยังบ้านของมหาอุบาสก สารีบุต สโดโน ในเมือง เซอมารัง ซึ่งอยู่ห่างจากบันดุง ๓๖๗ กม. นับเป็นการมาเยี่ยมหนที่สองของพระสาสนโสภณ มหาอุบาสกเป็นผู้ที่มีความเพียรพยายามในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและได้มีจิต ใจเอื้ออารีดูแลต้อนรับคณะพระสงฆ์จากประเทศไทยด้วยอัธยาศัยไมตรี บ้านของเขาเรียกว่า “เจติยะ” ซึ่งหมายถึงบ้านที่มีห้องพระเพื่อจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์ไปพักที่นี่บ่อยและมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประจำ การตั้งเจติยะในบ้านพักของอุบาสกนั้นเป็นการง่ายกว่าการสร้างวัด เพราะการจะสร้างวัดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากชาวบ้านละแวกนั้น ถ้าอยู่ในเมืองก็ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากชาวบ้าน แต่ต้องเสียค่าที่ดิน

ที่นี่พระครูปลัดอรรถจริยานุกุลและสามเณร ผู้ซึ่งจะรับการอุปสมบท ๕ รูป มาต้อนรับด้วย ท่านพระครูปลัดกราบเรียนว่า ผู้ที่จะอุปสมบทมีเพียง ๕ รูปเหล่านี้ ความจริงผู้ที่ขอบวชมีอยู่ด้วยกัน ๗ คน แต่ว่าคนหนึ่งกลับไปที่สุมาตราเพื่อขออนุญาตมารดาบิดาแล้วไม่กลับมา ส่วนพระ สุโยโน ประสงค์จะเดินทางไปบวชใหม่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พระครูปลัดได้ฝึกขานนาคไว้อย่างดีแล้ว สามเณรทั้ง 5 รูปนี้ พระชินรักขิตเป็นอุปัชฌาย์ให้การบรรพชา โดยให้ห่มจีวรสีเหลืองอ่อน ซึ่งเป็นสีจีวรเฉพาะของสามเณรในอินโดนีเซีย

มหาอุบาสกได้กราบเรียนถามพระสาสนโสภณว่า พระภิกษุจากนิกายอื่นจะไปดูพิธีอุปสมบทได้หรือไม่ ท่านตอบว่าได้แต่ต้องนั่งอยู่นอกหัตถบาส

หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ได้เดินทางโดยรถยนต์ไปมุนตีลันซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโบโรบุดูร์ ที่มีชาวพุทธเชื้อสายจีนอยู่มากและได้ร่วมกันก่อตั้งพุทธสมาคมขึ้น ณ ที่เมืองนี้มีพระธรรมทูตไทยอีก ๓ รูปคอยถวายการต้อนรับพระสาสนโสภณ และได้กราบเรียนรายงานเกี่ยวกับงานพระธรรมทูตในอินโดนีเซียให้ทราบ พระสาสนโสภณ ได้สอบถามว่ามีอะไรที่ยังขาดเหลือ คณะพระธรรมทูตกราบเรียนว่า ต้องการพระพุทธรูป ภาพพระพุทธรูป หนังสือพระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งท่านรับว่าจะส่งไปให้เมื่อกลับไปถึงเมืองไทย

วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๓

ตอนเช้าเดินทางโดยรถยนต์ไปยัง จันดี เมนดุต ซึ่งอยู่ห่างมุนตีลันออกไปประมาณ ๑๐ กม. คำว่าจันดีหมายถึงวัด ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า เจติยะ ในภาษาบาลี ส่วนคำว่า เมนดุต มีรากศัพท์มาจากจารึกโบราณ ซึ่งหมายถึง เวฬุวัน หรือสวนไผ่

เมื่อเดินทางไปถึงได้เห็นเมนดุตล้อมด้วยหมู่บ้าน เป็นโบราณสถานที่ปฏิสังขรณ์โดยรัฐบาลดัจช์ แต่เจดีย์บางองค์ไม่มีหลังคาคลุมอยู่ มุขหน้าก็เสียหายไปหมดแล้ว ข้างในมืดประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาองค์ใหญ่ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประดิษฐานอยู่ทางขวา และพระโพธิสัตว์วัชรปาณีอยู่ทางซ้าย พระพุทธรูปเป็นปางประทับนั่ง โดยพระบาททั้งสองวางอยู่บนดอกบัว (คล้ายกับพระพุทธรูปทวารวดีที่นครปฐม) ตัววิหารมีขาดเล็กและคับแคบ ความมืดภายในวิหาร อาจเกี่ยวกับความขลังและความลึกลับ ตามลัทธิความเชื่อทางตันตริก ซึ่งไม่เหมือนกับลักษณะของเถรวาท อาจเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบูชาทางตันตรยานมากกว่าที่จะเป็นที่สำหรับทำการ บรรพชาอุปสมบทอย่างเถรวาท

พระสาสนโสภณนำคณะทั้งหมดบูชาพระพุทธปฏิมาประธานในวิหารดังกล่าว โดยสวดมนต์สั้น ๆ ก่อนที่จะเดินดูโดยรอบ พอจะสังเกตได้ว่าโดยรอบนอกเคยมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่มาก มาย

จากนั้นเดินทางไปโบโรบุดูร์ ประมาณ 5 กม. ทางรถยนต์ ก็เห็นโบโรบุดูร์ แต่ถ้าตัดทางตรง ห่างจากกันเพียง ๒๙๐๐ เมตรจาก จันดีปาวอน และ ๑๗๕๐ เมตรระหว่างโบโรบุดูร์ แต่คณะไม่ได้ไปชมวัดปาวอนซึ่งเป็นวัดเล็กมาก ได้ขึ้นไปยังลานเจดีย์ที่สูงสุดและได้เดินดูรอบเจดีย์โดยรอบ หลังจากที่ได้นั่งพักผ่อนภายใต้เงาเจดีย์องค์หนึ่ง ในลานเจดีย์ที่อยู่บนสุด พระสาสนโสภณ และพระธรรมโสภณ ได้ปรึกษาหารือว่าระหว่าง จันดีเมนดุต หรือ จันดีโบโรบุดูร์ เหมาะที่สุดสำหรับประกอบพิธีอุปสมบท ถึงแม้ว่า จันดีเมนดุต ดูเหมือนเป็นวิหารก็จริง แต่ว่าคับแคบและมืดภายใน ดังนั้นการจัดพิธีอุปสมบทคงไม่สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับญาติโยมที่อยากจะเข้ามาดูพิธี แต่จันดีโบโรบุดูร์ นั้นไม่มีลักษณะของอุโบสถ เพราะฉะนั้น ถ้าจะบวชที่นี้ก็ต้องทำพิธีกลางแจ้ง หลังจากปรึกษาหารือกันแล้วก็ลงความเห็นกันว่า จะใช้ลานเจดีย์เล็ก ๆ ที่อยู่ชั้นสูงสุดเป็นพระประธาน และลานเจดีย์ที่รองลงมาใช้สำหรับพระสงฆ์ประกอบสังฆกรรม เพราะประชาชนจะได้เห็นพิธีอุปสมบทได้อย่างสะดวก ส่วนการเลือกใช้ทางทิศตะวันออกนั้นก็เพราะช่วงบ่ายทิศนั้นจะมีร่มเงา ไม่ต้องตากแดดในระหว่างการประกอบพิธี เมื่อเดินดูโดยรอบแล้ว ก็กลับไปที่มุนตีลันเพื่อฉันเพล

หลัง จากฉันเพลแล้ว ก็มีการเตรียมการอุปสมบท โดยตระเตรียมข้าวของต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบพิธี มีการตั้งพระพุทธรูป ภปร. หน้าตัก ๕ นิ้ว รูปพระแก้วมรกต ดอกไม้ธูปเทียน แจกันทองเหลืองเป็นต้นซึ่งนำไปจากประเทศไทย มีการตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่หน้าพระเจดีย์ใหญ่ เมื่อจัดสถานที่เรียบร้อยแล้ว พระสาสนโสภณได้ประพรมน้ำหอมโดยรอบในขณะที่พระสงฆ์รูปอื่นยืนพนมมือถวาย สักการะ แล้วสามเณร ๕ รูปที่จะรับอุปสมบทบูชาพระรัตนตรัย ด้วยการจุดธูปเทียนบูชา สามเณร ๕ รูป ที่จุอุปสมบทคือ

๑. S. Jinasuryabhumi (U.P. Dhamapala Nirihuwa Bernardus เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๔๗ อายุ ๖๗ ได้รับฉายาว่า อคฺคชินมิตฺโต
๒. S. Pandita Dhammasiha (Tan Hiap Kik) เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๑ อายุ ๕๒ ได้รับฉายาว่า อุคฺคธมฺโม
๓. S. Dhammavijayo (Tjong Khouw Siw) เกิดวันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๗๘ อายุ ๓๖ ได้รับฉายาว่า สิริวิชโย
๔. S. Dhammasushisyo เกิดวันวันอังคารที่ ๓ กันยายน ๒๔๘๖ อายุ ๒๙ ได้รับฉายาว่า ชินธมฺโม
๕. S. Djumadi เกิดวันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๗ ได้รับฉายาว่า สจฺจมโน

พิธีอุปสมบทเริ่มเวลาประมาณบ่าย ๓ โมง พระสงฆ์ในพิธีอุปสมบทมีดังต่อไปนี้ พระสาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร และพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ หัวหน้าพระธรรมทูตไทย เป็นคู่สวด พระครูปลัดสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ วัดพระศรีมหาธาตุ พระขันติปาโล (ชาวอังกฤษ) พระสุภาโต (ชาวอินโดนีเซีย) ซึ่งทั้งสองอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ส่วนพระภิกษุสามเณรอื่น ๆ นั่งทางซ้าย มี พระชินรักขิต หัวหน้าชาวพุทธอินโดนีเซีย พระมหาประแทน เขมทสฺสี วัดยานวา พระมหาสุชีพ วัดระฆัง พระคิรีรักขิต ชาวบาหลี อุปสมบทจากวัดเบญจมบพิตร และพระSoeyono Jinarata บวชที่สิงคโปร์ โดยมีเจ้าภาพบวชคือ มหาอุบาสก สารีปุตร สโดโน

พิธีอุปสมบทเสร็จเวลา ๑๗.๑๗ น. ขณะนั้นได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย พระสงฆ์และฆราวาสทำประทักษิณเวียนเทียนรอบเจดีย์แล้วเป็นอันเสร็จพิธี

ตอน เย็นกลับไปที่มุนตีลัน พระสาสนโสภณสอนพระบวชใหม่ โดยมีพระครูปลัดอัตถจริยานุกิจเป็นผู้แปล พระสาสนโสภณได้มอบพระพุทธรูป ภ.ป.ร. แก่พระครูปลัดเพื่อคณะสงฆ์อินโดนีเซีย และชาวอินโดนีเซียสักการบูชาสืบไป

วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๑๓

ตอน เช้าทั้งพระเก่าและพระใหม่ทั้งหมด ๑๒ รูป ฉันภัตตาหารเช้าพร้อมกัน แล้วพระ สาสนโสภณได้มอบสิ่งของต่างๆ ที่นำไปจากกรุงเทพให้แก่พระใหม่ ประกอบด้วยจีวรและหนังสือต่างๆ

หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปเมืองยอค์ยาการ์ตาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมุนตีลัน ๔๐ กิโลเมตรโดยรถยนต์ เมื่อไปถึงยอคยาการ์ตา ได้ไปเยี่ยมบ้านปัณฑิตะ อานันทะ อริส มุนันทาร์ นักหนังสือพิมพ์ รอให้ถึงเวลา ๑๐.๐๐ น. เพื่อที่จะเข้าพบท่านซุลต่านแห่งยอคยาการ์ตา

พระสาสนโสภณพร้อมคณะได้เข้าพบท่านซุลต่านและได้สนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะกับท่าน ซุลต่านอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เรื่องส่วนใหญ่ที่สนทนากันเกี่ยวกับราชวงศ์ ก่อนจะลา พระสาสนโสภณมอบภาพพระแก้วมรกต ๑ ชุด แก่ท่านซุลต่าน แล้วพระสงฆ์ก็สวดให้พร

จากนั้น ไปฉันเพลที่บ้านของ หมอ สุโปรโน ซึ่งเป็นชาวมุสลิม แต่เป็นเพื่อนเก่าของท่านชินรักขิต แต่คุณหมอเองไม่ได้อยู่ในบ้าน ภรรยาต้อนรับคณะอย่างดียิ่ง เมื่อฉันเสร็จแล้วก็ได้อนุโมทนาเจ้าภาพ หลังจากนั้น ได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง เมื่อกลับมาถึงมุนตีลัน มีผู้คนมารอรับพรอยู่จำนวนมาก และรอฟังพระสวดมนต์ พระสาสนโสภณนำสวดมนต์ เมื่อเสร็จแล้วพระสาสนโสภณแจกเหรียญพระไพรีพินาศแก่ผู้มาร่วมฟังสวดมนต์

ในเวลาเย็น พระสาสนโสภณมอบหมายพระบวชใหม่ให้กับท่านชินรักขิตและพระครูปลัดฯ

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๑๓

ก่อนภัตตาหารเช้า พระสาสนโสภณสอนพระใหม่ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ พร้อมกับแนะนำให้อ่านวินัยมุขซึ่งเป็นการสอนพระใหม่ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะออกเดินทางไปบาหลี

เมื่อฉันภัตตาหารเช้าแล้วพระสงฆ์อนุโมทนา และพระสาสนโสภณกล่าวธรรมกถา มีใจความว่า เมื่อญาติโยมประคับประคองคณะสงฆ์ให้เจริญ ความเจริญของคณะสงฆ์ก็เหมือนกับปลูกต้นไม้ซึ่งต้องมีดินดี ในพระพุทธศาสนานั้น ชาวบ้านต้องให้ความสัปปายะในการปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ ส่วนพระสงฆ์ก็สอนธรรมเป็นการตอบแทน การแลกเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในสมัยก่อนประเทศไทยเคยได้รับพระธรรมจากราชอาณาจักรศรีวิชัยในอินโดนีเซีย มาบัดนี้ คณะสงฆ์ไทยได้นำแสงแห่งพระธรรมนั้นกลับคืนมายังอินโดนีเซีย

ชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งได้กราบเรียนว่า รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากที่คณะของพระสาสนโสภณได้มายังประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นเกียรติอย่างมากแก่ชาวอินโดนีเซีย ที่ได้พบ ในนามของชาวอินโดนีเซีย ขออภัยหากมีอะไรขาดตกบกพร่องในการต้อนรับครั้งนี้ และขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

หลัง จากนั้น มหาอุบาสกสโดโนกราบเรียนว่า ผลยิ่งใหญ่ที่ได้รับจากการมาเยือนของพระสงฆ์ไทยในขณะนี้ คือทำให้คณะสงฆ์อินโดนีเซีย พระภิกษุอินโดนีเซีย มีจำนวนมากขึ้น ทำให้หวนนึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซียในอดีตกาล ซึ่งคนส่วนใหญ่ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ทุกวันนี้ แม้ประเทศอินโดนีเซียจะมีศาสนาอื่นแพร่หลายเข้ามา แต่ในส่วนลึกของจิตใจแล้วชาวอินโดนีเซียก็ยังมีความเป็นพุทธอยู่

หลังจากนั้นพระสาสนโสภณได้แจกเหรียญที่ระลึกแก่ผู้มาร่วมงาน และแจกภาพชุดพระแก้วมรกต

เวลา ๑๐.๐๐ น. ได้เดินทางไปยังเมืองมาลัง ถึงเวลา ๐๑. ๑๕ น. (ของวันที่ ๑๑)

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๓

ประธานสมาคม perbudi อาราธนาคณะเจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน ต่อจากนั้น ประธานคนแรกของ Perbudi นิมนต์ไปฉันเพล เมื่อฉันเพลเสร็จแล้ว เดินทางออกจากมาลังไปยังเมือง ปัญญุวางี่แล้วเข้าที่พัก

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๓

เดินทางไปยังกะตาปังแต่เช้ามืดเพื่อโดยสารเรือข้ามไปยังเกาะบาหลี หลังจากไปชมสถานที่ต่างๆ ในเกาะบาหลีและพักผ่อน คณะได้รับนิมนต์ให้ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่เทวาลัยเพื่ออุทิศกุศลแก่เหล่า เทวดา รองผู้ว่าการจังหวัดบาหลีและบรรดาข้าราชการมาร่วมฟังสวดมนต์ด้วย นับเป็นการเจริญพระพุทธมนต์ทางพระพุทธศาสนาในลักษณะนี้ครั้งแรกในเกาะบาหลี เพราะในเกาะบาหลีไม่มีพระภิกษุเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว

เวลาประมาณ ๑๑.๓๐ ได้รับนิมนต์ฉันภัตตาหารเพล ฉันแล้วสวดอนุโมทนา หลังจากนั้นได้ไปดูพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๓

หลังจากไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมของบาหลีแล้ว เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

Find the best web hosting service and read ipage review for more information.

เข้าสู่ระบบ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ธรรมนิพนธ์ | Develop by Sangharaja.org