โพธิสมภารแห่ง พุทธศาสนิกชนชาวสยาม
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆมหาปรินายก (สุวฑฺฒนมหาเถร)
พระชาติภูมิ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม มีเศษ (หรือเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกาเศษ แห่งวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ตามที่นับแบบปัจจุบัน) พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘) มีพี่น้องร่วมสายพระโลหิต 3 คน อันได้แก่
1.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ คชวัตร)
2.นายจำเนียร คชวัตร
3.นายสมุทร คชวัตร(ถึงแก่กรรม)
หลังจากที่พระชนกถึงแก่อนิจกรรม ป้าเฮง ซึ่งเป็นพี่สาวของพระชนนี ได้รับอุปการะท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯและทรงอยู่ในความเลี้ยงดูของป้าเฮงมาตลอดจนกระทั่งทรงบรรพชาเป็นสมเณร ชีวิตในปฐมวัยของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นับว่าเป็นสุขและอบอุ่นภายใต้การดูแลของป้าเฮงที่คอยดูแลเอาใจใส่และทะนุถนอม แต่มีส่วนที่ทุกข์อยู่บ้างคือความเจ็บป่วยของร่างกาย จนคราวหนึ่งถึงกับป่วยหนัก ญาติๆพากันคิดว่าจะไม่รอดจึงมีการบนบานสารกล่าวว่า หากหายจะให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯบวชถวายเป็นการแก้บน เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าพระคุณสมเด็จฯบรรพชาเป็นสามเณรในเวลาต่อมา
ในวัยเยาว์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯนั้น ทรงมีพระนิสัยเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปที่โปรดการเล่น แต่จะมีสิ่งที่แผกแตกต่างอยู่ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบุพนิมิตหรือเป็นสิ่งแสดงถึงวิถีชีวิตแห่งพระองค์ท่านในภายหน้าเมื่อเติบใหญ่ขึ้น คือ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงชอบเล่นเป็นพระ หรือเล่นเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การเล่น สร้างถ้ำก่อพระเจดีย์ เล่นทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เล่นทิ้งกระจาด แม้แต่ชองเล่นที่ทรงทำ ก็จะทำของเกี่ยวกับพระสงฆ์ เช่นทำคัมภีร์เทศน์เล็ก ทำตาลปัตรเล็ก เป็นต้น
ส่วนด้านการศึกษานั้น เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้รับการศึกษา เมื่อพระชนมายุ 8 พรรษา โดยเข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาล วัดเทวาสังฆราม ซึ่งใช้ศาลาวัดเป็นโรงเรียนจนจบชั้นประถมปีที่ 3 การศึกษาในครั้งนั้นหากจะศึกษาต่อในระดับมัธยมจะต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนที่ โรงเรียนวัดชัยชุมพลชนะสงคราม(วัดใต้)ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด สุดท้าย ทรงตัดสินพระทัยเข้าเรียนต่อในระดับประถม ปีที่ 4 ที่โรเงรียนเดิม จนสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 5 เมื่อพ.ศ.2468 พระชนมายุ 12 พรรษา
ทรงรู้สึกถึงทางตันหลังจากเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 5 ไม่ทรงรู้พระองค์ว่าจะเรียนต่ออะไรที่ไหนดี พอดีในปีพ.ศ.2469 น้าชาย 2 คน ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯกำลังจะเข้าพิธีบรรพชา พระชนนีและป้า จึงชวนให้เจ้าพระคุณสมเด็จบวชเป็นการแก้บนที่ค้างมาหลายปี ดังนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จจึงเข้าสู่พรหมจรรย์เพศ ตั้งแต่พระชนมายุได้ 14 พรรษา โดยทรงบรรพชาบวชเณร ณ วัดเทวาสังฆราม (วัดเหนือ)จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี พระครูอดุลยสมณกิจ ( พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร ( สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม ( วัดหนองบัว ) เป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล
ใต้ร่มกาสาวพัตร์
พรรษาแรกแห่งชีวิตพรหมจรรย์ ณ วัดเทวาสังฆราม จังหวัดกาญจนบุรี ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯมิได้เล่าเรียนพระธรรมแต่อย่างไร มีแต่ท่องสามเณรสิกขา คือข้อพึงปฏิบัติสำหรับสามเณรและท่องบททำวัตรสวดมนต์เท่านั้น ส่วนกิจวัตรหลักคือการรับใช้หลวงพ่อผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เท่านั้น มีสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อสอนระหว่างทำหน้าที่ อุปัชฌาย์วัตร ก็คือ การต่อเทศน์ แบบที่เรียกกันว่าต่อหนังสือค่ำ อันเป็นวิธีการเรียนการสอนอย่างหนึ่งในสมัยโบราณ โดยระหว่างการปฏิบัติ อุปัชฌาชย์วัตร หลวงพ่อก็จะเทศน์ฟัง คืนละ 1 ตอน ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯมีหน้าที่ จำ และท่องตาม ทำต่อเนื่องไปทุกคืนจนจบกัณฑ์ กัณฑ์เทศน์แรกที่หลวงพ่อต่อให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯคือ อริยทรัพย์ 7 ประการ ซึ่งเมื่อหลวงพ่อเห็นว่าท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯท่องจำแม่นขึ้นใจแล้ว จึงให้ท่านเจ้าพระคุณขึ้นเทศน์ เป็นครั้งแรก ซึ่ง ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงบันทึกเทศน์กัณฑ์นี้ไว้ในสมุดบันทึกส่วนพระองค์ด้วย
ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯยังคงเพลินอยู่ในชีวิตพรหมจรรย์ หลวงพ่อจึงได้พาท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯไปฝากเรียนภาษาบาลีกับพระครูสังวรวินัย(อาจ) เจ้าอาวาสวัดเสน่หา ปีพ.ศ.2470 ท่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯจึงได้เรียน ภาษาบาลีไวยากรณ์ ในพรรษาศกนั้น โดยมีพระเปรียญจากวัดมกุฏกษัตริยาราม ไปเป็นอาจารย์สอน ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้วพระอาจารย์ ที่สอนเห็นแววในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จจึงชักชวนให้เข้ามาศึกษาและจำพรรษาที่วัดมกุฎกษัตริยารามด้วย ครั้นเมื่อท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯได้นำความไปเรียนหลวงพ่อที่วัดเหนือ หลวงพ่อไม่เห็นด้วย เพราะตั้งใจว่าจะพาท่านเจ้าพระคุณสมเด็จไปฝากที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ในปี พ.ศ.2472 หลวงพ่อวัดเหนือ ได้นำท่านเจ้าพระคุณสมเด็จขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพ พามายังวัดบวรนิเวศวิหาร และนำท่านขึ้นเฝ้า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อศึกษาพระปริยติธรรมสืบต่อไป
สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯทรงเมตตารับท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯไว้โดยมอบให้อยู่ภายใต้การดูแลของพระครูพุทธมนต์ปรีชา(เฉลิม โรจนศิริ)ซึ่งภายหลังจากเข้ามาอยู่ที่วัดบวรได้ไม่นาน ทรงได้รับประทานฉายาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า สุวฑฒฺโนมีควาหมายว่าผู้เจริญดี
ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเล่าถึงคราแรกที่เข้ามาจำพรรษาในวัดบวรนิเวศให้ศิษยานุศิษย์ฟังว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงมีพระเมตตาพิเศษต่อเหล่าสามเณรที่มาจากต่างจังหวัด สามเณรทุกรูปจะถูกจัดเวรให้ปฏิบัติหน้าที่ถวายสับเปลี่ยนกันไปทุกวัน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงมีวิธีสอนให้สามเณรได้มีความฉลาดรอบรู้ในเรื่องต่างๆ ด้วยพระเมตตาเสมอ ทรงฝึกให้สามเณรหัดอ่านหนังสือพิมพ์ ฝึกให้คิด ให้หัดสังเกตและฝึกทำสิ่งต่างๆเพื่อเป็นการฝึกความเฉลียวฉลาด ซึ่งหากสามเณรทำผิดก็จะทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งจากการปฏิบัติพระองค์และคำสั่งสอนของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ นี้เอง เป็นแม่แบบที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯนำมาประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาพระองค์เอง
จนกระทั่งปีพ.ศ.2476 เมื่อทรงมีพระชนมายุครบอุปสมบท ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯจึงทรงกลับไปอุปสมบท ณ วัดเทวาสังฆราม ที่ จังหวัดกาญจนบุรี สำนักเดิมของพระองค์และอยู่ช่วยสอนหนังสือที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม ตลอดพรรษา ตามความตั้งใจของท่าน ครั้น พอออกพรรษาจึงได้เดินทางกลับมาที่วัดบวรนิเวศวิหาร และได้ทรงทำญัตติกรรม อุปสมบทซ้ำ เป็นธรรมยุติ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2476 โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระรัตนธัชชมุนี (จู อิสรฺญโณ) เป็นพระกรรมวาจารย์ ทั้งนี้เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อไป กล่าวโดยสรุปถึงการศึกษาในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ สรุป ได้ดังนี้
พุทธศักราช ๒๔๗๒ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรี
พุทธศักราช ๒๔๗๓ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๔ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๗๗ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๗๘ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๘๑ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค
พุทธศักราช ๒๔๘๔ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค
ด้วยเป็นผู้ใฝ่หาความรู้ นอกจากการเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯยังคงสนใจในด้านภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและจีน โดยทรงศึกษาด้วยพระองค์เองจากการทรงอ่านหนังสือพิมพ์ ภาษาอังกฤษ ทรงฟังข่าวสถานีวิทยุ BBC และโปรดให้มีครูมาสอนภาษาฝรั่งเศสที่กุฏิ วันละชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมถึงภาษาบาลี สันสกฤต ที่ ทรงศึกษาเข้าใจอย่าง ซึ่งการศึกษาภาษาต่างประเทศและบาลี อย่างแตกฉาน นี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติพระศาสนกิจของพระองค์ในกาลต่อมาเมื่อดำรงสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราช
ลำดับสมณศักดิ์ในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆมหาปรินายก
พุทธศักราช ๒๔๙๐ เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระโสภนคณาภรณ์
พุทธศักราช ๒๔๙๕ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชนิทนามเดิม
พุทธศักราช ๒๔๙๘ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม
พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์
พุทธศักราช ๒๕๐๔ เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระศาสนโสสภณ
พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร อนึ่งในการรับพระราชทานเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร (มีความหมายคือ ผู้สำรวมในญาณความรู้) นี้ เป็นราชทินนามเดิมที่มีมาแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้ตั้งขึ้นใหม่สำหรับพระราชทน สมเด็จพระญาณสังวร(สุก)พระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนา เป็นสมเด็จพระราชาคณะครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2359 หลังจากนั้นนับเป็นเวลากว่า 152 ปี ที่พระมหากษัตริย์มิโปรดพระราชทาน สถาปนาราชทินนามนี้ แก่พระเถระรูปใด จวบจนกระทั่งในปี พ.ศ.2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน โปรดให้สถาปนาเจ้าพระคุณสมเด็จฯในตำแหน่งที่พระญาณสังวรเป็นรูปที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นการแสดงให้เป็นที่ปรากฏว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงเป็นพระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ ที่ควรคู่กับราชทินนามนี้
พุทธศักราช ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 ในราชทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก แทนราชทินนามสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตาญาณ ทั้งนี้เพื่อให้พระเกียรติคุณทางด้านวิปัสสนาธุระของเจ้าพระคุณสมเด็จฯปรากฏสืบต่อไป
พระกรุณาต่อพุทธบริษัท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงปฏิบัติศาสนกิจในการเผยแพร่พระพุทธศานา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อย่างกว้างขวาง ทรงดำเนินการเป็นพระธุระในเรื่องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในประเทศออสเตรเลีย อินโดนิเชีย และศรีลังกา เพื่อทำธรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบต่อไป และพระเมตตากรุณาต่อพุทธบริษัท อีกประการคือ การพระนิพนธ์พระธรรมคำสั่งสอนและหลักการปฏิบัติธรรมไว้ เพื่อพุทธศาสนิกชนจะได้ยึดเป็นหลักเป็นที่เพิ่งในการปฏิบัติธรรม
โดยบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทางด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ทุกเรื่อง ล้วนทรงคุณค่าในเชิงวิชาการ เพราะการอธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาใน แต่ละเรื่องแต่ละประเด็นนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงใช้การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างน่าสนใจยิ่ง เช่น ทรงวิเคราะห์คำว่า สัจจะ ธรรม ศาสนา ปัญญา เป็นต้น ทั้งในเชิงพยัญชนะและในเชิงความหมาย ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ละเอียดและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้ง การวิเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระทรรศนะและมุมมองของพระองค์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากการทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง ลึกซึ้ง ประกอบกับการทรงใช้วิจารณญาณทั้งเชิงปริยัติและเชิง ปฏิบัติตรวจสอบเทียบเคียงกัน จึงทำให้ธรรมาธิบายของพระองค์มีความแจ่มแจ้ง กะทัดรัด และเข้าใจง่าย
ผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่ทรงคุณค่าในทางวิชาการ เป็นต้นว่า เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา, สัมมาทิฏฐิ, โสฬสปัญหา, ทศบารมี ทศพิธราชธรรม, ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์เหล่านี้ล้วนแสดงคำสอนชั้นสูงของ พระพุทธศาสนา ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงนำมาอธิบายเชิงวิเคราะห์ เสมือนปอกเปลือกให้เราดูทีละชั้นๆ จากชั้นนอกเข้าไปหาชั้นใน ทำให้เรามองเห็นอรรถหรือความหมายของธรรมที่พระพุทธศาสนา สอนทีละชั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถ สร้างความเข้าใจในธรรมนั้น ๆ ได้ด้วยปัญญาของตนเอง
นอกจากนี้ แนวการวิเคราะห์หรือแนวการอธิบายที่ปรากฏอยู่ในบทพระนิพนธ์เรื่อง ต่าง ๆ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ยังเป็นการให้แนวในการวิเคราะห์ธรรมหรืออธิบายธรรม เพื่อความ เข้าใจง่าย ทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงปฏิบัติด้วย ผู้ที่มีแนวหรือมีหลักในการวิเคราะห์ธรรม อย่างถูกต้อง ย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ อย่างถูกต้อง หากตรงกันข้าม ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาผิดพลาดหรือไขว้เขว ฉะนั้น แนวหรือหลัก ในการวิเคราะห์ธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญในวิชาการ
ทางพระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่ง
ส่วนบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทางด้านการปฏิบัติธรรม หรือแนวทาง ในการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ ที่นิยมเรียกกันว่า การปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน พระนิพนธ์เกี่ยวกับธรรมปฏิบัติของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังที่ได้ระบุชื่อมาแล้วในตอนต้น นอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมหรือการปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานแล้ว ยังให้หลักการปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติสมาธิกรรมฐานที่ผู้สนใจทั่วไปสามารถนำ ไปศึกษาและฝึกปฏิบัติได้ ด้วยตนเอง คำสอนเรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานที่ทรงสอนนิสิตนักศึกษาหรือบุคลากรใน หน่วยงานต่างๆ ดังเช่นที่ปรากฏในพระนิพนธ์เรื่อง หลักการทำสมาธิเบื้องต้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า เรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่มุ่งผลเฉพาะการบรรลุธรรมขั้นสูง หรือบรรลุนิพพานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์แม้ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การศึกษา การทำงานเป็นต้น เพราะจิตใจที่ได้รับการฝึกหัดนั้น ย่อมมีพลังที่จะระงับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ ซึ่งเท่ากับสามารถควบคุมจิตใจของตนได้นั่นเอง และย่อมมี พลังสมาธิดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานทุกด้าน และในรายการบริหารทางจิต ที่ทรงแสดงทางสถานีวิทยุ อส พระราชวังดุสิต ทุกเช้าวันอาทิตย์ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปีนั้น ก็ทรงแสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธินั้น มิใช่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่หรือว่าฝึกปฏิบัติได้เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึก และควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก เพราะจิตทุกระดับควรได้รับการฝึกหัด ยิ่งฝึกหัดได้มากเท่าไร ผลดีก็เกิดขึ้นแก่ผู้ฝึกหัดมากเท่านั้น
เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นผู้ริเริ่มแนะนำเผยแพร่ให้คนทุกระดับทั้งวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ สนใจฝึกหัดปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน พร้อมทั้งทรงแนะนำวิธีการฝึกหัดที่เหมาะสม แก่คนในวัยนั้น ๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาจิตใจ พัฒนาจริยธรรมคุณธรรม ซึ่งผลรวมก็คือการ พัฒนาชีวิตของคนทุกระดับให้ดีมีสุขขึ้น แนวพระดำริและแนวปฏิบัติดังกล่าวนี้ก็ได้รับการสาน ต่อกระทั่งเกิดเป็นความนิยมแพร่หลายไปทั่ว ทั้งในสถานศึกษาและในหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วไป
เพชรสุภา ทัศนพันธ์